Jamie Dimon ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ JPMorgan Chase ออกมาแสดงจุดยืนต่อต้านอุตสาหกรรมคริปโตอีกครั้ง โดยประกาศว่าภาคธนาคารสหรัฐฯ พร้อมเดินหน้าต่อสู้กับร่างกฎหมาย Digital Asset Market Clarity Act หรือ CLARITY Act ในรูปแบบปัจจุบัน เนื่องจากมองว่าเปิดช่องให้ผู้ประกอบการคริปโตได้รับข้อได้เปรียบเหนือสถาบันการเงินแบบดั้งเดิม
ในการให้สัมภาษณ์กับ Fox Business นั้น Dimon ระบุว่า ร่างกฎหมายดังกล่าวอาจเปิดทางให้บริษัทคริปโตสามารถจ่ายผลตอบแทนหรือดอกเบี้ยให้กับผู้ถือ Stablecoin และเงินฝากของลูกค้าได้ โดยไม่ต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดด้านกฎระเบียบที่เข้มงวดเช่นเดียวกับธนาคาร
กังวลคริปโตไม่ต้องแบกรับภาระกฎเดียวกับธนาคาร
Dimon ชี้ว่าปัญหาสำคัญของ CLARITY Act คือการที่ผู้ให้บริการสินทรัพย์ดิจิทัลอาจไม่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานเดียวกับภาคธนาคารในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น
- มาตรการป้องกันการฟอกเงิน (AML)
- กฎด้านการรายงานธุรกรรมและการคว่ำบาตรภายใต้ Bank Secrecy Act (BSA)
- ข้อกำหนดการดำรงเงินกองทุนสำรอง (Capital Reserve Requirements)
ซีอีโอ JPMorgan ระบุอย่างชัดเจนว่า
“ธนาคารจะไม่ยอมรับร่างกฎหมายในรูปแบบนี้อย่างแน่นอน”
พร้อมเสนอว่าหากบริษัทคริปโตต้องการนำเสนอผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ให้ผลตอบแทนแก่ลูกค้า ก็ควรเข้าสู่ระบบกำกับดูแลเดียวกับธนาคารด้วยการขอใบอนุญาตประกอบธุรกิจธนาคารอย่างเป็นทางการ
พาดพิง Coinbase ตรงๆ ปมล็อบบี้กฎหมายคริปโต
นอกจากการวิจารณ์ตัวร่างกฎหมายแล้ว Dimon ยังกล่าวถึง Coinbase และ Brian Armstrong โดยตรง โดยมองว่าบริษัทกำลังใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลเพื่อผลักดันกฎหมายคริปโตในกรุงวอชิงตัน
Dimon กล่าวว่า
“เราจะสู้ ถ้าแพ้ก็แพ้ แต่ต้องสู้ก่อน ไม่มีใครจะยอมก้มหัวให้กับคนคนเดียวหรือบริษัทเดียว เขากำลังใช้เงินหลายร้อยล้านดอลลาร์เพื่อผลักดันเรื่องนี้ในวอชิงตัน”
คำกล่าวดังกล่าวสะท้อนถึงความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นระหว่างอุตสาหกรรมธนาคารแบบดั้งเดิมกับผู้เล่นรายใหญ่ในตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งกำลังแข่งขันกันเพื่อกำหนดทิศทางกฎระเบียบทางการเงินของสหรัฐฯ ในอนาคต
โอกาสผ่านกฎหมายเริ่มลดลง แม้ผ่านด่านคณะกรรมาธิการ
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมาธิการด้านการธนาคารของวุฒิสภาสหรัฐฯ ที่นำโดย Tim Scott ได้ลงมติเห็นชอบให้เดินหน้าพิจารณาร่าง CLARITY Act แล้ว
อย่างไรก็ตาม ร่างกฎหมายยังต้องผ่านการลงมติจากทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ก่อนจะถูกส่งให้ Donald Trump ลงนามรับรองจึงจะมีผลบังคับใช้
แม้ Tim Scott จะยืนยันว่าการพิจารณาร่างกฎหมายเป็นความร่วมมือแบบสองพรรค (Bipartisan) แต่ในการลงมติครั้งล่าสุดมีสมาชิกพรรคเดโมแครตเพียง 2 คนเท่านั้นที่สนับสนุนร่างดังกล่าว ส่งผลให้หลายฝ่ายเริ่มกังวลว่ากฎหมายอาจเผชิญแรงต้านในขั้นตอนถัดไป
ขณะเดียวกัน บนแพลตฟอร์มทำนายผล Polymarket ความน่าจะเป็นที่ CLARITY Act จะผ่านเป็นกฎหมายภายในปี 2026 เคยพุ่งขึ้นแตะระดับ 68% หลังผ่านคณะกรรมาธิการ แต่ล่าสุดลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 59% สะท้อนความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยังคงกดดันอนาคตของกฎหมายคริปโตฉบับสำคัญนี้
หาก CLARITY Act ผ่านการบังคับใช้จริง อาจถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในสหรัฐฯ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็อาจจุดชนวนความขัดแย้งระหว่างธนาคารดั้งเดิมกับธุรกิจคริปโตให้รุนแรงขึ้นกว่าเดิมในช่วงครึ่งหลังของปี 2569
Cr.cointelegraph
—————————————————–
เพิ่มเพื่อนรับข่าวสารตลาดหุ้น Forex และบทความดีๆ ด้านการเงิน การลงทุน ฟรี !!
http://line.me/ti/p/%40zhq5011b
Line ID:@fxhanuman
Web : https://www.fxhanuman.com
Web : https://www.eluforex.com/
FB:https://www.facebook.com/review.forex.broker/
เยี่ยมชม partner ของเราที่ Eluforex รีวิวโบรกเกอร์ Forex
#forex #ลงทุน #peppers #xm #fbs #exness #icmarkets #avatrade #fxtm #tickmill #fxpro #fxopen #fxcl #forex4you



