Vitalik Buterin ผู้ร่วมก่อตั้ง Ethereum ออกมาแสดงมุมมองเชิงลึกอีกครั้งเกี่ยวกับอนาคตของ decentralized stablecoins โดยย้ำว่า แม้ตลาด stablecoin ที่ผูกกับดอลลาร์สหรัฐ (USD) จะเติบโตอย่างรวดเร็วและมีมูลค่าใกล้ 300,000 ล้านดอลลาร์ แต่ในเชิงโครงสร้างแล้ว วงการยังต้องการ “stablecoin แบบกระจายศูนย์ที่ดีกว่านี้” หากหวังให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินในระยะยาว
Vitalik สรุปโจทย์ใหญ่ไว้ 3 ประเด็นหลัก ซึ่งยังเป็นอุปสรรคสำคัญของ decentralized stablecoins ในปัจจุบัน ได้แก่
-
การพึ่งพา USD มากเกินไป
-
ความเปราะบางของ Oracle
-
การแข่งขันโดยตรงกับผลตอบแทนจากการ Staking
สารบัญบทความ
1) ทำไมการ “ผูก USD” อาจไม่ยั่งยืนในระยะยาว
Vitalik ระบุว่า การอ้างอิงมูลค่ากับ USD นั้น “ใช้งานได้ดีในระยะสั้น” แต่หากมองในกรอบเวลา 10–20 ปีขึ้นไป Stablecoin ไม่ควรถูกผูกติดกับ “ป้ายราคาเดียว” ตลอดไป
เหตุผลหลักคือ ความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและการเสื่อมค่าของสกุลเงิน ซึ่งเป็นปัจจัยที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในระยะยาว เขามองว่า หาก Stablecoin ถูกออกแบบมาให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานของโลกดิจิทัลจริง ๆ ควรเริ่มคิดถึง
“ดัชนีมูลค่า (value index) รูปแบบใหม่”
ที่สะท้อนเสถียรภาพของมูลค่าได้ดีกว่าการอ้างอิง USD เพียงสกุลเดียว
2) Oracle: จุดอ่อนสำคัญที่อาจถูก “ทุนก้อนใหญ่” ยึดครอง
อีกหนึ่งหัวใจของ decentralized stablecoin คือ Oracle หรือแหล่งข้อมูลภายนอกที่สมาร์ตคอนแทรกต์ใช้ในการตัดสินใจ เช่น ราคาสินทรัพย์
Vitalik เตือนว่า หาก Oracle ถูกออกแบบไม่ดีพอ ระบบอาจถูก
-
ซื้ออิทธิพล
-
ล็อบบี้
-
หรือโจมตีด้วยเงินทุนก้อนใหญ่
จนทำให้ข้อมูลบิดเบือน และกระทบเสถียรภาพของทั้งโปรโตคอล
อย่างไรก็ตาม เขาชี้ให้เห็นถึง trade-off ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นั่นคือ หากต้องการทำให้ต้นทุนการ “ยึดครอง Oracle” สูงกว่า market cap ของโทเคน ระบบมักต้องหันไปใช้กลไกที่ ดูดมูลค่าจากผู้ใช้มากขึ้น (value extraction) ซึ่งกลายเป็นภาระในระยะยาว และเป็นเหตุผลที่ Vitalik มักวิจารณ์แนวทาง governance ที่ถูกทำให้ “financialized” มากเกินไป
3) Staking Yield: คู่แข่งโดยตรงของ Stablecoin
โจทย์สุดท้ายที่ Vitalik ชี้ว่า “แก้ยาก” คือ ผลตอบแทนจากการ Staking โดยเฉพาะในระบบ Proof-of-Stake อย่าง Ethereum
ในเชิงแรงจูงใจ ผู้ถือสินทรัพย์อย่าง ETH มักเลือก
“ถือแล้วได้ staking yield”
มากกว่านำไปล็อกเป็นคอลแลตเตอรัลเพื่อออก stablecoin ซึ่งอาจให้ผลตอบแทนน้อยกว่า
สิ่งนี้ทำให้ decentralized stablecoin ต้องแข่งขันกับระบบ staking โดยตรงในระดับโครงสร้าง
Vitalik ยกตัวอย่าง “แนวทางที่เป็นไปได้” เช่น
-
ลด staking yield ให้ต่ำมาก
-
สร้างรูปแบบ staking ที่ไม่มีความเสี่ยง slashing
-
หรือออกแบบให้การ staking ที่มี slashing สามารถใช้เป็นคอลแลตเตอรัลได้
แต่เขาย้ำชัดว่าเป็นเพียงการ “ไล่ตัวเลือก” ไม่ใช่การสนับสนุนแนวทางใดเป็นพิเศษ
แม้ตลาด stablecoin จะเติบโตอย่างมาก แต่ ส่วนใหญ่ยังพึ่งพาผู้ออกแบบแบบศูนย์กลาง อย่าง Tether (USDT) และ Circle (USDC) ขณะที่ decentralized stablecoin ยังมีสัดส่วนค่อนข้างเล็ก
ขณะเดียวกัน ฝั่งสหรัฐฯ ก็เริ่มวางกรอบกำกับดูแลชัดเจนขึ้น ผ่านกฎหมายอย่าง GENIUS Act ที่กำหนดโครงสร้างสำหรับ “payment stablecoins” ซึ่งยิ่งทำให้การแข่งขันระหว่าง
-
เงินดิจิทัลแบบศูนย์กลางที่ถูกกำกับ
-
กับ stablecoin แบบกระจายศูนย์
ทวีความเข้มข้นมากขึ้น
—————————————————–
เพิ่มเพื่อนรับข่าวสารตลาดหุ้น Forex และบทความดีๆ ด้านการเงิน การลงทุน ฟรี !!
http://line.me/ti/p/%40zhq5011b
Line ID:@fxhanuman
Web : https://www.fxhanuman.com
Web : https://www.eluforex.com/
FB:https://www.facebook.com/review.forex.broker/
เยี่ยมชม partner ของเราที่ Eluforex รีวิวโบรกเกอร์ Forex
#forex #ลงทุน #peppers #xm #fbs #exness #icmarkets #avatrade #fxtm #tickmill #fxpro #fxopen #fxcl #forex4you



